MDCI Parfums - Cuir Cavalier

รูปภาพ
MDCI Parfums - Cuir Cavalier ราคา 225 GBP หรือราว  8,900 บาท  ในขนาด 75ml perfumer: Nathalie Feisthauer - MDCI นั่นย่อมาจาก Marchal Dessins et Créations Indépendantes เบื้องหลังชื่อ MDCI เป็นทีมเล็กๆ ที่มีความหลงใหลในน้ำหอมและกระบวนการทางความคิด น้ำหอมชั้นดีควรเป็นศิลปะมากกว่าอุตสาหกรรม เป็นแหล่งที่มาของความสุข ความภาคภูมิใจและความงามมากกว่าสินค้า, ยุค Renaissanceมันเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจของประวัติศาสตร์ช่วงเวลาที่สำคัญของอารยธรรมตะวันตก นำมาสร้างแรงบันดาจใจสู่ทีม  ,MDCI ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2003 กับการฟื้นฟูขนบธรรมเนียบของฝรั่งเศส The Art of perfum การสร้างน้ำหอมที่หายากและเป็นต้นฉบับ นำเสนอในขวดอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร - พอดีได้ ไวออลหลอดเล็กมาทดสอบกลิ่น Cuir Cavalier เลยมาเล่าให้ฟังนะครับ อาจจะไม่ละเอียดเพราะไม่ได้ใช้จริง เป็นแค่การทดสอบเล็กๆน้อยๆ -เป็นกลิ่นที่มีแรงบันดาลใจจากบรรยากาศของสนามรบอันมีการต่อสู้ที่ดุเดือด กลิ่นใหม่ที่ถูกปรุงขึ้นเมื่อปี 2019 โดย Nathalie feisthauer กลิ่นมีความนุ่มของหนังออกแนวอมกลิ่นหนังดิบหน่อยๆ  มีกุหลาบตามเบาๆ ผ่า...

Santa Maria Novella – Alba di Seoul

Santa Maria Novella – Alba di Seoul 
สูจิบัตรในกล่อง  Bae Bien-U Moving through a pine forest



รีวิว Santa Maria Novella – Alba di Seoul Eau de Cologne
-ราคา 130$ us ราว 4-5 พันบาท แต่ก่อนเคยวางขายที่ไทยแต่ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ

แบรนด์เก่าแก่ที่หากจะพูดถึงคงต้องเล่าประวัติย้อนกันไปเมื่อ 4,000 ปีก่อน ดังนี้

คำว่า perfume มาจากภาษาละติน per fumum หมายถึง การผ่านควันด้วยศาสตร์ศิลปะ ( through smoke) ศิลปะการ
ดมกลิ่นและการผลิตน้ำหอม ตามหลักฐานเริ่มขึ้นตั้งแต่ยุค เมโสโปเตเมีย (เป็นคำกรีกโบราณ แปลว่า"ที่ระหว่างแม่น้ำ" โดยมีนัยหมายถึง"ดินแดน
ระหว่างแม่น้ำไทกริสกับยูเฟรทีส" ) และยุคอียิปต์โบราณ และได้พัฒนาต่อมาในยุคโรมันและเปอร์เซีย

- 4,000 ปีก่อน ชาวเมโสโปเตเมียคิดค้นการเกิดกลิ่นด้วยการเผา
- นักเคมีคนแรกของโลกชื่อ Tapputi "แทปปูติ" (ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเคมีคนแรกของโลกตามบันทึกของชาวบาบิโลนเมื่อ 1200Bc
) ได้คิดค้นทำการสกัดและกลั่นน้ำมันออกจากดอกไม้ ด้วยระบบการบีบกดทับ
- 3,000 ปีก่อน ชาวอียิปต์เผาเครื่องหอม และได้รับความสนพระทัยจากราชินีอียิปต์ พระนามว่า Hatshepsut (ฟาโรห์แฮตเชปซุต)  ท่าน
ทรงสนพระทัยและสนับสนุนให้มีการตามหาเปลือกไม้ดอกไม้และไม้กลิ่นต่างๆ เพื่อนำมาทำน้ำหอมใช้ส่วนพระองค์ หลังจากที่พระองค์ได้สิ้นพระชนน์
ชาวอียิปต์ได้สร้างสวนไม้หอม และจารึกเรื่องราวถึงพระองค์เกี่ยวกับการปรุงน้ำหอมลงศิลาจารึกเพื่อเป็นการสดุดี
- ในยุคก่อนนั่น ผู้มีสิทธิ์ใช้น้ำหอมได้นั่นมีเพียงฟาร์โร และนักบวชที่นำน้ำหอมไปประกอบพิธีบูชาเทพเจ้า และต่อมาเมื่อชาวอียิปต์สามารถผลิตน้ำ
หอมเองได้ น้ำหอมจึงเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอียปต์
- ต่อมาพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช บุกมาอียิปต์ในศตวรรษที่ 3 จึงทำให้น้ำหอมแพร่ไปยังกรีก และนักปรัชญาชาวกรีกจึงได้ศีกษาอย่างจริงจัง
- ต่อมาได้มีการค้นพบการนำแอลกอฮอล์มาเป็นตัวทำละลายโดยนักเคมีชาวอาหรับ
**- เหตุการณ์สำคัญ ค.ศ.1094 น้ำหอมได้รู้จักและเข้าสู่ยุโรปตะวันตกครั้งแรก จากคณะสงฆ์ท่านหนึ่งชื่อ Santa Maria delle
Vigne หรือ  Santa Maria Novella Of Florence, Italy ( ปัจจุบันคือแบรนด์ Officina
Profumo Santa Maria Novella ) โดยทีแรกทำออกมาเพื่อผสมในแอลกอฮอล์เพื่อดับปัญหาของกลิ่น ตามคำสั่งของสำ
เด็จพระราชินี เอลิซาเบธ แห่งฮังการี Queen Elizabeth of Hungary
- ศตวรรษที่ 14 การเพาะปลูกดอกไม้กลายเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำน้ำหอมซึ่งได้เริ่มขึ้นในช่วงนี้ และได้กลายเป็นอุตสาหกรรมอันยิ่งใหญ่และ
สำคัญมากในตอนใต้ของฝรั่งเศส
- ศตวรรษที่ 16 เข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะน้ำหอม และเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูสุดของน้ำหอมในอิตาลี โดยราชินี catherine de' medici
และRene the Florentine ได้เกณฑ์นักเคมีไปยังฝรั่งเศสและได้ทำการสร้างห้องผลิตในอาพาร์ตเมนท์หลายๆตึกเชื่อมต่อกันและ
ปกปิดอย่างเป็นความลับ และในที่สุด Rene ทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นหนึ่งของศูนย์กลางน้ำหอมที่ดีที่สุดในยุโยป และผลิตเครื่องสำอางออกมามาก
มาย
- ศตวรรษที่ 16 - 17 น้ำหอมถูกใช้เป็นค่านิยมในการแสดงออกของฐานะทางสังคม ซึ่งประเทศต่างๆทางยุโรปเริ่มหันมาส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น
- ศตวรรษที่ 18 พืชไม้ดอกที่นำมาทำวัตถุดิบน้ำหอมถูกปลุกมากในเมือง กราซ (Grasse) ฝรั่งเศส เนื่องด้วยสภาพอากาศที่เหมาะสมและได้
ผลผลิตที่ดีที่สุด และนิยมปลูกที่ ซิซิเลีย (sicily) และ แคริบเบียน (calabria) ในอิตาลีอีกด้วย

- มาที่ประวัติย่อๆทาง Santa Maria Novella กลิ่นแรกที่ได้สกัดออกมาคือ น้ำกุหลาบ โดยทางบาทหลวงได้เริ่มทำน้ำอะโรมาติก
ในปี 1381 และได้มีบันทึกถึงการขายน้ำกุหลาบครั้งแรก ใช้สำหรับฆ่าเชื้อในช่วงที่มีการระบาดของโรคระบาด
-ต่อมาในปี 1533 ได้ปรุงน้ำหอมให้กับราชินี แคทเธอรีน เดอ เมดีชี (catherine de' medici) ซึ่งได้อภิเษกกับ พระเจ้าอ็องรีที่
2 แห่งฝรั่งเศส (Henri II, King of France) โดยมีส่วนประกอบที่สำคัญคือกลิ่น เบอกามอส และมีชื่อกลิ่นว่า Acqua
della regina (water of the Queen)
-ขอจบประวัติแบรนด์ไว้คร่าวๆเพียงเท่านี้ก่อนนะครับเพราะยังมีอีกยาว
-ปัจจุบันแบรนด์ มีอายุ 400 ปีกว่าละครับ

-มาถึงกลิ่นที่ได้ทดสอบในวันนี้คือกลิ่น Alba di Seoul ( รุ่งอรุณแห่งโซล )
น้ำหอมกลิ่นนี้ได้เปิดตัวในปี 2012
เพื่อเป็นเกียรติแก่ โซล ข้างกล่องจะมีรูปป่าสนตกแต่งที่ตัวกล่อง และเมื่อเปิดภายในออกมาก็จะมีสูจิบัตรรูปป่าสนอีกใบ ซึ่งภาพนี้ได้สร้างสรรค์ขึ้นด้วย
ฝีมือศิลปินนาม Bae Bien-U ช่างภาพช่าวเกาหลี ที่มีผลงานมากมาย และงานถ่ายของช่างภาพท่านนี้ผมก็ปลื้มอย่างมากด้วยแนวคิดและ
ปรัชญาตะวันออกที่แสดงถึงตัวตน  มาถึงรูปผลงานในกล่องกัน เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเงียบและสงบสุข ไร้กาลเวลา เป็นภาพที่ทำให้เกิดความ
ลึกลับชั่วนิรันดร์ ภายใต้ชื่อผลงานว่า "การเคลื่อนตัวผ่านป่าสน"  ผู้ปรุงกลิ่นได้แรงบันดาลใจจากภาพนี้ เพราะเขารู้สึกทึ่งในความงาม และต้นไม้
เหล่านี้ยังสะท้อนเหมือนเนื้อและเลือดของคาบสมุทรเกาหลี
-กลิ่นมีความซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูกนัก หากจะลองน้ำหอมนี้คงต้องดูภาพและปิดตา ปล่อยจิตนาการของคุณเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ กลิ่นเปิด มาด้วยกลิ่น
สน ที่ให้ความรู้สึกเย็นๆ และไม่แห้งไม่ชื้นมากนัก สักพักเหมือนกลิ่นจะติดความนุ่มๆคล้ายแป้งหน่อยๆ ติดความเขียวนิดหนึ่ง กลิ่นไม่คม สวยงามและ
นุ่มนวล การกระจายตัวทีดีมาก ผ่านราว 20 นาทีกลิ่นไม้จางๆแห้งๆเริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ และเหมือนมีกลิ่นวนิลาจางๆ ประกบอยู่ คลอไปกับกลิ่นมัสเบาๆ
โดยรวมกลิ่นจะกระจายตัวดีมากในช่วงแรก และค่อยๆลดลงตามลำดับ

-ทางแบรนด์บอกว่าปัจจุบันยังเน้นการสกัดกลิ่นแบบดั้งเดิมและเน้นส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติ
-น้ำหอมไม่มีหัวสเปรย์ให้มาในกล่องนะครับ ต้องแต้มเอาเหมือนสมัยก่อน แต่หากจะเปลี่ยนเป็นหัวสเปรย์ก็ได้ตอนที่ผมลองได้เติมลงที่ขวดสเปรย์
-ให้คะแนนการกระจายตัว ที่ 8/10
-ความทนกลิ่นอยู่ที่ 6-10 ชั่วโมงแล้วแต่บรรยากาศและสถานการณ์
-ความแน่นของกลิ่น ไม่แน่นเลยครับ ออกบรรยากาศเงียบสงบ ให้คะแนนที่ 5/10
-สภาพอากาศที่ใช้ได้คือ ผมว่าได้ทุกอากาศ

ทิ้งท้ายขวดนี้ ผมขอยกให้เป็นน้ำหอมที่ผมตามหาตามบริบทที่ว่า  "ความเหงา แต่เปี่ยมไปด้วยพลังโอบอุ้มเราไว้"

ผิดพลาดประการใดกระผมขอน้อมรับไว้ ณ ที่นี้ และท่านสามารถชี้แนะกระผมได้ครับ ขอบคุณครับ
#SantaMariaNovella #รีวิว #รีวิวน้ำหอม #lifeofscent

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Christian Dior Spice Blend

Nobile 1942 – Rudis